รอบรั้วอาเซียน  (10/06/2559)


รอบรั้วอาเซียน
พืชอะไร ที่ไทยสู้เขาได้ ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

การ ไปศึกษาวิจัยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรและประเทศไทย เมื่อเข้าสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามครั้งนี้เป็น ประเทศแรก ซึ่งโครงการนี้จะดำเนินการศึกษาวิจัยต่อไปในประเทศกลุ่มอาเซียนที่สำคัญคือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่มุมมองของผู้เขียนเห็นว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้งหมด เวียดนาม คือคู่เปรียบเทียบที่สำคัญที่สุดเท่านั้น

ในเวียดนามเราไป ศึกษาวิจัยและดูงานที่สมาคมพืชต่างๆ คือ สมาคมอาหารเวียดนาม (ข้าว) สมาคมไม้ผลและพืชผักเวียดนาม สมาคมพริกไทย สมาคมกาแฟและโกโก้ สมาคมยางพารา สมาคมประมงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ บริษัท อันยาง อารักขาพืช จำกัด สถาบันวิจัยพืชสวนเมืองร้อนภาคใต้ ตลาดกลางสินค้าเกษตรถูดึ๊ก ตลาดกลางบิ่นห์เดียน ศูนย์วิจัยยางพาราเบนห์แก็ต จังหวัดเบิ่นห์เยิง ศูนย์วิจัยการเกษตรฮึ่งล็อค จังหวัดด่งไน (มันสำปะหลัง) ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไม้ผลบ่าวล็อค (ชา กาแฟ) และบริษัท จามอัน จำกัด (ผู้ผลิตชาและกาแฟ) จังหวัดลามด่ง

ที่ผ่านมาได้นำเสนอในเรื่องของข้าว พริกไทย และกาแฟ ซึ่งเป็นพืชที่ประเทศไทยมีโอกาสที่จะสูญเสียความเป็นผู้ผลิตและผู้นำในการ ส่งออกมากที่สุด ที่เห็นชัดเจนในขณะนี้คือ พริกไทย ต่อมาก็คือ ข้าว ส่วนกาแฟจะมองเห็นชัดเจนเมื่อทุกประเทศรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 ปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนกาแฟบ้านเรายังอยู่ได้อย่างค่อนข้างมีความสุข เป็นเพราะรัฐบาลยังมีการเก็บภาษีสูงและกำหนดโควต้าการนำเข้า จึงทำให้กาแฟที่นำเข้ามีราคาค่อนข้างสูง และขั้นตอนในการปฏิบัติมีความยุ่งยากต่อผู้นำเข้า เกษตรกรไทยจึงยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจน

พืชอีกชนิดหนึ่งของเวียดนามที่แม้ว่าจะยังห่างไกลจากประเทศไทยมาก แต่เราก็ควรจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดเช่นกันคือ ยางพารา ซึ่งจัดว่าเป็นไม้ยืนต้นที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในพื้นที่การเกษตรทั้งหมด ของเวียดนาม คือมีพื้นที่ปลูก ในปี 2554 รวมกันทั้งสิ้น 834,200 เฮกตาร์ หรือ 5,213,750 ไร่ โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ปลูกเฉลี่ยรายละ 15-20 ไร่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 51.3 ทำให้ผลผลิตน้ำยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 47.7 ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามได้มีการส่งเสริมให้มีการเปิดพื้นที่ปลูกยางพารา เพิ่มขึ้นในจังหวัดแถบบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือทางภาคเหนือของประเทศที่ไม่ เคยปลูกยางพารามาก่อน โดยได้กู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยกู้เป็นทุนปลูกยางพาราใน พื้นที่ 60,000 เฮกตาร์ หรือ 375,000 ไร่

ยางพารา จัดว่าเป็นพืชส่งออก อันดับสองของเวียดนาม รองจากข้าว สร้างรายได้ให้กับเวียดนาม ร้อยละ 3.3 ของรายได้จากการส่งออกผลผลิตการเกษตรทั้งประเทศ โดยในปี 2554 ทำรายได้ให้กับเวียดนามถึง 3.23 พันล้านดอลลาร์ ผลผลิตน้ำยางธรรมชาติของเวียดนามเป็นอันดับห้าของโลก (811,600 ตัน) โดยผลผลิตต่อพื้นที่สูงเป็นอันดับสองของโลก คือ 1,720 กิโลกรัม ต่อเฮกตาร์ หรือประมาณ 275 กิโลกรัม ต่อไร่ และส่งออกเป็นอันดับสี่ของโลก คือ 816,600 ตัน

และแม้ว่าเวียดนามจะส่งยางธรรมชาติออกมาก แต่ปริมาณการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติก็ยังมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าของ การส่งออก ทั้งนี้เนื่องมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้ภายในประเทศ ที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันการพัฒนาการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราก็มีเพิ่มมากขึ้น มีการลงทุนจากชาวต่างชาติในอุตสาหกรรมการแปรรูปไม้ยางพาราเป็นเฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ จากบริษัทชั้นนำของต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เช่น บริษัท เอส บี เฟอร์นิเจอร์ จากประเทศไทย เป็นต้น

โอกาสในการพัฒนาการผลิตยางธรรมชาติของเวียดนามในอนาคตยังมีอีกมาก ทั้งนี้เนื่องมาจากความต้องการยางธรรมชาติของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นโดยตลอด อีกทั้งราคายังเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรปลูกและขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความร่วมมือของสภาธุรกิจยางอาเซียน (Asean Rubber Business Council : ARBC) และสมาคมยางระหว่างประเทศ (International Rubber Association : IRA) ทำให้ยางพารามีราคาสูงและค่อนข้างมีเสถียรภาพ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้การส่งเสริมการผลิตยางธรรมชาติของเวียดนามประสบผลสำเร็จ เป็นเพราะมีการวิจัยพัฒนาการปลูกยางพารา และพันธุ์ยางพาราใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง นอกจากนี้ ยังมีสมาคมยางพาราที่เข้มแข็ง ในการที่จะส่งเสริม วิจัย และพัฒนา การเพาะปลูกยางพาราเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ การสนับสนุนในการศึกษาวิจัยพัฒนาการแปรรูปน้ำยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์ ต่างๆ ก็เป็นแรงผลักดันที่สำคัญอันหนึ่งที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรมีการเพาะปลูก ยางพาราเพิ่มขึ้น แต่เวียดนามเองก็มีปัญหาในด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกยางพาราเช่นกัน เช่น ยังไม่สามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตยางธรรมชาติให้มีคุณภาพเป็นมาตรฐานเดียว กันได้ทั้งประเทศ การออกใบรับรองคุณภาพของยางธรรมชาติจะกระทำให้เฉพาะกับผู้ที่ยื่นขอเท่านั้น ขณะเดียวกันคุณภาพของยางธรรมชาติที่ผลิตได้ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ตลาด โลกต้องการ ดังนั้น ผลผลิตยางธรรมชาติของเวียดนามส่วนใหญ่จึงขายให้กับประเทศจีน ถึงร้อยละ 62 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดของประเทศ และราคาที่ขายจะถูกกว่าประเทศไทย ขณะเดียวกันปริมาณความต้องการน้ำยางธรรมชาติเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ต่างๆ ภายในประเทศเองก็มีไม่มาก ซึ่งตรงนี้ถือว่าประเทศไทยยังมีความได้เปรียบประเทศเวียดนามอยู่มาก จึงยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก

เมื่อถึงเวลาความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเริ่มขึ้นในอีก 3 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยก็ยังคงเป็นผู้นำในเรื่องของยางธรรมชาติต่อไป อีกทั้งเวียดนามก็ยังมีข้อจำกัดในด้านพื้นที่ส่งเสริมการปลูกยางพาราซึ่ง ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ตอนกลางเป็นบางส่วน และทางเหนือซึ่งเพิ่งจะเริ่มปลูก ทางเดียวที่เวียดนามสามารถจะทำได้ง่ายที่สุดก็คือ การพยายามที่จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น ซึ่งกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนามได้ตั้งเป้าหมายพื้นที่ปลูกยางพารา ในปี 2558 ไว้ที่ 800,000-900,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 5,000,000-5,625,000 ไร่ ผลผลิตน้ำยางธรรมชาติ ที่คาดว่าจะได้ประมาณ 1,200,000 ตัน และในปี 2563 จะพัฒนาผลผลิตให้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,600,000 ตัน ในพื้นที่เท่าเดิม

สำหรับผลไม้เมืองร้อนชนิดต่างๆ ประเทศไทยยังคงเป็นแชมป์และจะรักษาความเป็นแชมป์ไว้ได้อีกยาวนาน ไม่เพียงแต่เป็นแชมป์ในระดับอาเซียนเท่านั้น แต่เป็นแชมป์ระดับโลกเลยเทียว เพราะเพียงปลูกเล่นๆ ยังเหลือกินเหลือขายจนเกษตรกรพากันล่มจมกันไปหลายคน ปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำจะลดลงจนหมดไปภายหลังเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีข้อแม้ว่าต้องหามืออาชีพมาทำตลาด เพราะเรื่องคุณภาพและชื่อเสียงของผลไม้ไทยเป็นหนึ่งในโลกอยู่แล้ว (ไม่ได้คุยโม้) ที่แพ้เขาเกือบทั้งหมดก็เรื่องตลาดนี่แหละ

สมาคมไม้ผลและพืชผักเวียดนาม ก็ยอมรับว่าผลไม้เวียดนามเป็นรองประเทศไทยในทุกด้าน เขาบอกว่าเราทิ้งห่างเขากว่าสิบปี ซึ่งเขาเองก็วิตกเป็นอย่างยิ่งว่าอีก 3 ปี ข้างหน้า เกษตรกรสวนผลไม้ของเขาต้องเดือดร้อนแน่ เพราะผลไม้ของไทยที่มีคุณภาพดีกว่า จะเข้าไปครองตลาดเวียดนาม ซึ่งผู้บริโภคของเวียดนามมีความชื่นชอบในรสชาติ คุณภาพ และมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยต่อการบริโภคผลไม้จากประเทศไทยมากกว่าของ เวียดนามและจีน ซึ่งปัจจุบันทุเรียนหมอนทอง มังคุด ลองกอง และมะม่วงเขียวเสวย ก็ครองตลาดเวียดนามอยู่แล้ว แม้ว่าสถาบันวิจัยไม้ผลเมืองร้อนเวียดนามจะบอกว่า เวียดนามมีทุเรียนพันธุ์ใหม่ที่เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์หมอนทองของไทยกับ พันธุ์พื้นเมืองของเวียดนาม ที่มีคุณภาพและรสชาติดีกว่าหมอนทอง แต่ผู้บริโภคก็ยังชอบรับประทานทุเรียนหมอนทองของไทยมากกว่า ซึ่งเราก็ไม่ควรจะดีใจหรือประมาทจนเกินไป

เชื่อว่าเกษตรกรสวนผลไม้ของเราคงต้องพบกับศึกหนักที่ทุกประเทศที่ เขาเสียเปรียบเรา จะออกมาตรการในเรื่องสุขอนามัยและคุณภาพของผลผลิตมาเป็นเครื่องมือในการปก ป้องเกษตรกรของเขา ดังนั้น เกษตรกรสวนผลไม้ของเราจะต้องเป็นผู้ที่ใฝ่รู้ ศึกษาและพัฒนาการผลิตผลไม้ให้ปลอดภัยและมีคุณภาพมาตรฐาน ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศที่มีความชอบและวัฒนธรรมในการ บริโภคที่แตกต่างกัน คงจะเอาความชอบและวัฒนธรรมในการบริโภคของคนไทยเป็นตัวกำหนดไม่ได้ เกษตรกรไทยจะต้องเป็นเกษตรกรที่ทันสมัย หรือเรียกว่าเป็น "สมาร์ท ฟาร์มเมอร์" (smart farmer) ที่ทันต่อสถานการณ์การเกษตรของโลกอยู่เสมอ การทำการเกษตรแบบทำตัวเป็นผู้จัดการฟาร์มคงไปไม่รอด ผู้ที่จะอยู่รอดได้ก็คือเกษตรกรมืออาชีพเท่านั้น เพราะการแข่งขันในระดับภูมิภาคจะมีความเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้นในทุกปีๆ ในอนาคตรัฐบาลก็อาจจะเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องปัจจัยการผลิตหรือช่วยเหลือ เรื่องราคาไม่ได้มาก เพราะจะถูกประเทศที่เขาต้องการปกป้องเกษตรกรของเขายกมาเป็นข้ออ้างว่าเราอุด หนุนเกษตรกร จนทำให้เกษตรกรเขาเสียหาย เพื่อกีดกันสินค้าเกษตรของเรา

ในเวียดนามเขามีสมาคมพืชต่างๆ ที่เข้มแข็ง ซึ่งสมาชิกของทุกสมาคมเขาจะมีทั้งเกษตรกรผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้แปรรูป ผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิต และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิก โดยผู้บริหารของสมาคมที่เขาจ้างมาเป็นมืออาชีพ เขามีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือดูแลสมาชิกทุกภาคส่วน ให้ได้รับผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน เพราะทุกคนมีผลประโยชน์ร่วมกัน การโปรโมตสินค้าเกษตรของเขาทำโดยสมาคม ไม่ได้ทำโดยหน่วยงานของรัฐ โดยใช้งบประมาณที่ได้จากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากสมาชิก รัฐเป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนเป็นบางส่วนตามความจำเป็น ซึ่งน้อยมาก บ้านเราก็มีสมาคมเหมือนกัน แต่สมาชิกไม่ได้ครอบคลุมทุกภาคส่วน แต่ดูเหมือนว่ามีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน กลุ่มตน มากกว่าที่จะรักษาผลประโยชน์แบบองค์รวมตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค เกษตรกรบ้านเราจึงมักจะตกเป็นผู้ที่ถูกฉกฉวยประโยชน์เสียมากกว่าเป็นประจำ จึงจนซ้ำซาก บางรายจนสิ้นเนื้อประดาตัว เวียดนามเขาใช้ระบบพี่อุ้มน้องหรือพี่เลี้ยงน้อง ต่างจากเราที่พี่แย่งน้องกินเสียเป็นส่วนมาก

ทั้งหมดที่นำมาเสนอนี้ ก็เพื่อเป็นข้อมูลเพื่อสร้างความตระหนัก หรือฉุกคิดให้กับพี่น้องเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรายังมีเวลาอีก 3 ปี ที่จะคิดหรือจะวางแผนรับและรุกในวันข้างหน้า อย่าคิดว่าถ้าเชื่อข้อมูลที่นำมาเสนอแล้วจะทำให้เสียหน้าผู้รับผิดชอบหรือ องค์กร อย่างไรเสีย เสียหน้าก็ยังดีกว่าเสียท่า เพราะถึงเวลานั้นจะเกิดความเสียหายกับพี่น้องเกษตรกรและประเทศชาติของเราโดย รวม อย่างชนิดสัปเหร่อยิ้มรับ แต่ถ้าเราวางแผนรุกและรับไว้อย่างดี อย่างไรเสียก็ชนะไปเกินกว่าครึ่งแล้ว

และขอยืนยันว่า ความเห็นที่ผู้เขียนแสดงออกในทุกพืชนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเห็นและผล การศึกษาวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรแต่ประการใด แต่เป็นความเห็นที่เกิดจากประสบการณ์ที่ได้จากการไปศึกษาดูงานเกษตรใน เวียดนามมาเป็นเวลากว่า 12 ปี ในพื้นที่เกือบครึ่งประเทศเวียดนาม

ท้ายนี้ ขอขอบคุณ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความเชื่อมั่นในตัวผู้เขียนในการมอบให้เป็นผู้ประสานงานการศึกษา วิจัย และดูงานในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่ผ่านมารวม 4 ครั้ง และขอขอบคุณ "เทคโนโลยีชาวบ้าน" ที่เปิดคอลัมน์ดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรไทยในอนาคตข้างหน้ามากที่สุด "Cam on nhieu" แปลว่า ขอบคุณหลายๆ

ระบบบริหารจัดการห้องสมุด Happy Library